Last updated: 29 ธ.ค. 2568 | 192 จำนวนผู้เข้าชม |
เนื้อหาสำคัญจากการเสวนาดังกล่าว สรุปออกมาเป็น 4 แนวคิดที่น่าสนใจและอาจสวนกระแสความเชื่อเดิมๆ จากบทสนทนาของ "หมอตูน" (นายแพทย์ศุกเสก วิโรจนาภา นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักวิชาการสุขภาพจิต) แพทย์ที่ต้องสวมหมวกอีกใบในฐานะคุณพ่อมือใหม่มา 3 ปี ประสบการณ์ตรงของคุณหมอในฐานะพ่อและแพทย์ได้มอบมุมมองที่ลึกซึ้งและใช้ได้จริง ซึ่งอาจทำให้พ่อและแม่ในยุคปัจจุบันอาจต้องกลับมาทบทวนวิธีเลี้ยงลูกในมุมมองใหม่อีกครั้ง
◈ 4 เรื่องจริงของพ่อมือใหม่ ที่เป็นแพทย์เพิ่งเข้าใจ : จุดเริ่มที่อาจเปลี่ยนวิธีเลี้ยงลูกของคุณ ◈
ในยุคที่ข้อมูลการเลี้ยงลูกถาโถมเข้าใส่คนเป็นพ่อแม่จากทุกทิศทาง ทั้งตำราวิชาการ เพจเลี้ยงลูก และคำแนะนำจากคนรอบข้างที่มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป บวกกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลที่ทำให้การเป็นพ่อแม่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม หลายครั้งอาจรู้สึกสับสนและไม่แน่ใจว่าทางไหนคือทางที่ "ถูกต้อง" ที่สุดสำหรับการเลี้ยงลูกของเรา
◎ เรื่องที่ 1
ขวบปีแรก : ทำไมหน้าที่หลักของพ่อจึงไม่ใช่การดูแลลูก แต่คือการดูแล "แม่ของลูก"
เป็นแนวคิดที่อาจฟังดูสวนทางกับความเข้าใจของใครหลายคน แต่คุณหมอได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงขวบปีแรกซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการ "เอาชีวิตรอด" ของลูกน้อย (เน้นไปที่การกิน การนอน) บทบาทหลักในการดูแลลูกโดยตรงมักจะตกเป็นของแม่โดยธรรมชาติ
ในช่วงเวลานี้ หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพ่อจึงไม่ใช่การพยายามเข้าไปดูแลลูกโดยตรง แต่คือการเป็นผู้สนับสนุน (Supporter) ที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับแม่ ทำอย่างไรก็ได้ให้แม่มีสุขภาพจิตที่ดีและมีอารมณ์ที่แจ่มใส เพื่อที่แม่จะได้มีพลังกายพลังใจไปดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ คุณหมอเล่าว่าวิธีของเขาไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แค่ถามตรงๆ ว่า "อยากให้ช่วยอะไรบ้าง" และลงมือทำในส่วนที่แบ่งเบาภาระได้มากที่สุด เช่น การรับหน้าที่วางแผนจัดการเรื่องของใช้ในบ้านและของใช้เด็กทั้งหมด เช่น "ผมต้องทำลิสต์ของที่จำเป็นที่ต้องใช้ในทุกๆ เดือนและบริหารจัดการผ่านการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยใส่ตะกร้าเตรียมไว้ เมื่อถึงช่วง 11.11, 12.12 ก็จัดการซื้อ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกวิธีการที่สามารถบริหารได้ทั้งเวลาและงบประมาณไปในตัว” ตัวอย่างเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนเรื่องจุกจิกให้เป็นความรับผิดชอบของพ่อแทน นี่คือการซัพพอร์ตที่ทรงพลังที่สุด ถ้าพ่อทำให้แม่อารมณ์ดีได้ แม่ก็จะมีกำลังไปเลี้ยงดูลูกได้มากขึ้น
◎ เรื่องที่ 2
กฎ 15 นาที : ทำไม "โซนปลอดคน" ก่อนเข้าบ้านจึงเป็นความรับผิดชอบ ไม่ใช่การหลีกหนี
ความเหนื่อยล้าและความเครียดจากที่ทำงานเป็นสิ่งที่พ่อทุกคนต้องเผชิญ แต่การจะสลัดอารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นทิ้ง ก่อนก้าวเข้าบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย คุณหมอได้แชร์เทคนิคส่วนตัวที่น่าสนใจ นั่นคือ "กฎ 15 นาที"
หลังเลิกงาน จะไม่ตรงกลับบ้านในทันที แต่จะแวะจอดรถที่สวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านประมาณ 15 นาที เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ หรือหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะทำเพื่อความผ่อนคลายได้ ซึ่งมันคือช่วงเวลาสั้นๆ ที่สามารถทำได้เพื่อ "ทำให้ตัวเองพร้อม" ก่อนที่จะกลับไปสวมบทบาทพ่อ
เทคนิคนี้สะท้อนหลักการทางจิตวิทยาที่สำคัญว่า "โลกภายในตัวเองต้องเรียบร้อยก่อน ถึงจะมีพลังที่จะไปจัดการโลกภายนอกได้" นี่ไม่ใช่การหลีกหนีความรับผิดชอบ แต่คือการรับผิดชอบต่ออารมณ์ของตัวเองอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ "พ่อ" ที่ก้าวเข้าบ้าน เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว การเคลียร์อารมณ์ลบของตัวเองให้จบก่อน เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งของการเป็นพ่อแม่ที่ดี
◎ เรื่องที่ 3
ปัญหาโลกแตกเรื่องจอ : เมื่อกฎของบ้านใช้ไม่ได้ผลกับปู่ย่าตายาย ควรทำอย่างไร
ปัญหาเรื่องการให้ลูกดูจอ (Screen Time) ถือเป็นประเด็นคลาสสิกที่สร้างความขัดแย้งในหลายครอบครัว พ่อแม่หลายคนพยายามตั้งกติกาอย่างเข้มงวด แต่เมื่อลูกไปอยู่กับปู่ย่าตายาย กฎเหล่านั้นก็มักจะถูกทำลายลงด้วยความรักและความตามใจที่ท่านมีต่อหลาน
แทนที่จะเลือกเผชิญหน้าหรือพยายามสั่งห้ามปู่ย่าตายายโดยตรง ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้ง คุณหมอได้เสนอทางออกที่ชาญฉลาดกว่า คือการเปลี่ยนจากการ "จัดการคน" มาเป็น "บริหารจัดการสิ่งแวดล้อม" (Environment Management) เขาเปลี่ยนโจทย์จาก "จะเปลี่ยนใจปู่ย่าได้อย่างไร" ที่แทบเป็นไปไม่ได้ไปเป็น "จะลดโอกาสที่กฎจะถูกทำลายได้อย่างไร" ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจการควบคุมของเขา
วิธีการคือ หากรู้ว่าปู่ย่าตายายมักจะใจอ่อนให้หลานดูจอ เราก็เพียงแค่ลดเวลาที่ลูกจะอยู่กับท่านตามลำพังลง โดยอาจจะหากิจกรรมอื่นๆ นอกบ้านให้ลูกทำแทน แก่นของแนวคิดนี้คือ บางครั้งการรักษา สัมพันธภาพ ที่ดีในครอบครัว อาจมีความสำคัญมากกว่าการพยายามบังคับใช้กฎเกณฑ์บางอย่างให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100%
◎ เรื่องที่ 4
เมื่อ "การเลี้ยงลูกเชิงบวก" ใช้ไม่ได้ผล : ทำไมบางครั้งพ่อก็ต้อง "สู้กลับ"
คุณหมอเล่าประสบการณ์ที่น่าประหลาดใจกับลูกชายของเขา ซึ่งเกิดปีเสือและมีนิสัย "ดุมาก" เขาพบว่าเทคนิคการเลี้ยงลูกเชิงบวกที่เรียนรู้มาทั้งหมด ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวบางอย่างของลูกได้เลย หลังจากลองมาหลายวิธีตามทฤษฎีที่หลากหลาย จนทำให้รู้ว่า ไม่มีทฤษฎีการเลี้ยงลูกสูตรสำเร็จใดที่จะใช้ได้กับเด็กทุกคน เพราะ "ลูกเราอาจจะเป็น 4% ที่เหลืออยู่" ที่ทฤษฎีส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้ผล สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การยึดติดกับตำรา แต่คือการสังเกตและทำความเข้าใจธรรมชาติของลูกเรา แล้วปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับเขาโดยเฉพาะ
บทสรุป จากการเสวนานี้ ทำให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ของคุณหมอไม่ได้ให้ "สูตรสำเร็จ" ใหม่แก่เรา แต่เป็นการย้ำเตือนให้กลับสู่แก่นแท้ คือการเป็นพ่อแม่ที่ดีเริ่มต้นจากการเป็นมนุษย์ที่เข้าใจและจัดการอารมณ์ของตัวเองให้พร้อมเสียก่อน (กฎ 15 นาที) จากนั้นจึงใช้ความมั่นคงทางอารมณ์นั้นเป็นฐานในการสนับสนุนคู่ชีวิต (ดูแลแม่ของลูก) เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่จะสำรวจและทำความเข้าใจธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์อีกคนหนึ่งที่เรียกว่า "ลูก" (เด็ก 4% ที่นอกตำรา) โดยทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปภายใต้เป้าหมายสูงสุดคือการถักทอสายใยความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แข็งแรงที่สุด (บริหารสิ่งแวดล้อมแทนการเผชิญหน้า)
บางครั้งคำตอบที่ดีที่สุดอาจไม่ได้อยู่ในตำราเล่มไหน แต่อยู่ในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของลูกเรานั่นเอง ...แล้วคุณล่ะ มี "กฎนอกตำรา" ข้อไหนที่ค้นพบว่าใช้ได้ผลดีที่สุดกับครอบครัวของคุณบ้าง